คุณสมบัติและการใช้งานสติ๊กเกอร์ติดผนังพีวีซี Pvc sticker

สติ๊กเกอร์ติดผนังชนิดนี้ มีความคงทน จึงนิยมใช้กับงานประเภทที่ต้องเปียกหรือโดนน้ำ ตากฝนและโดนแสงแดดจัดเป็นเวลานาน แต่ราคาจะแพงกว่าสติ๊กเกอร์กระดาษ เหมาะสำหรับนำไปใช้งานประเภทติดฉลากสินค้าทั่วๆ ไป เช่น สติ๊กเกอร์โลโก้ สติ๊กเกอร์เครื่องใช้ไฟฟ้า สติ๊กเกอร์แกลอนน้ำมัน สติ๊กเกอร์ถังน้ำมัน สติ๊กเกอร์ติดแก้วน้ำ สติ๊กเกอร์ติดกระจกรถยนต์ สติ๊กเกอร์ติดโฆษณาอื่นๆ เป็นต้น

สติ๊กเกอร์พีวีซีมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด อาทิ สติ๊กเกอร์พีวิซีใส สติ๊กเกอร์พีวีซีขาวเงา สติดเกอร์พีวีซีขาวนวล สติ๊กเกอร์พีวีซีกาวเหนียวพิเศษ และสติ๊กเกอร์พีวีซีอื่นๆ อีกมากมาย คุณสมบัติ สามารถเปียกหรือโดนน้ำได้ 100% และทนความร้อนได้ประมาณ 40-60 องศาเซลเซียส แต่ถ้าโดนความร้อนมากกว่า 40 องศาเซลเซียส สติ๊กเกอร์อาจจะเริ่มหัดตัวและเกิดรอยย่นได้ การพิมพ์ จะพิมพ์ในระบบเลสเตอร์เพรสและโรตารี่ พร้อมไดคัทขึ้นรูป สามารถแกะออกง่าย เพราะมีช่องว่างระหว่างดวง มีแบบเป็นแผ่นและม้วน สำหรับแบบม้วน สามารถใส่เครื่องติดสินค้าได้เลยทันที และยังสามารถเพิ่มความสวยงาม โดยการเคลือบยูวีเงา แต่ถ้าต้องการสติ๊กเกอร์แบบด้าน ควรใช้วัสดุเป็นแบบพีพีด้านแทนพีวีซีน่าจะดีกว่า หรือจะเคลือบลามิเนตบวกสปอตยูวี ปั๊มเคเงิน ปั๊มเคทอง พร้อมไดคัท ก็สามารถทำตามแบบที่ต้องการได้

สาระดีๆเกี่ยวกับแสลนกรองแสง หรือ ตาข่ายกรองแสง

การทำงานของแสลนกรองแสงนั้นคือว่า การดึงลงทอนความแรงแสงแวบให้บางเบาลงสำหรับไม่ให้ต้นไม้นั้นได้แสงยิบจนเกินพอดี การเลือกสรรร้อยละในการกรองแสงของแสลนกรองแสงก็จะขึ้นอยู่กับอย่างของรุกข์ กับขณะอายุของต้นที่เราปลูกค่ะ เช่น ในห้วงของการเพาะเมล็ด จนถึงยุคสมัยเตรียมประถมกล้าก็ต้องใช้การกรองแสงมากหน่อยคาดคะเน 70% ถึง 80% ครับ และเมื่อต้นกล้ามีอายุมากขึ้น จนเชี่ยวชาญย้ายลงเปลี่ยนเพาะปลูกได้นั้น ผลรวมแสงที่ได้รับก็ต้องมากขึ้น เราทำได้ใช้กรองแสงแค่ประมาณ 50% ถึง 60% ก็เพียงพอต่อความมุ่งหมายของต้นแล้วล่ะ และถ้าหากอย่างพืชที่ปลูกสร้างนั้น เป็นไม้ตระกูลที่ไม่ชอบแสงจ้าน มุ่งหวังร่มเงา ตัวอย่างเช่น กล้วยไม้ ต้นไม้กลุ่มนี้ไม่ต้องการแสงโควตามากๆ ฉะนั้นเราก็ต้องใช้กรองแสงในโควตาที่สูงขึ้นซัก 80% กำลังดี

และอีกเรื่องคือ สีของแสลนกรอง ที่มีทั้ง สีดำ และ สีเขียว แล้วเราพึงใช้สีอะไรดีล่ะ? ทั้ง 2 สีนั้นมีความตรงข้ามกันกันในเรื่องของสีกับแสงและจิตใจ อีกนัยหนึ่ง แสลนกรองแสง หรือ ตาข่ายกรองแสง สีดำนั้นจะไม่ไปหักออกค่าความยาวของคลื่นแสง แสงที่มุดผ่านแสลนกรองแสงสีดำนั้น จะเป็นแสงขาวเหมือนที่เราเห็นธารณะ แต่แสลนกรองแสงสีอื่นจะตีกลับหักออกค่าความยาวของคลื่นแสงไฟที่เป็นสีเดียวกันกับสีของแสลนกรองแสงนั้นออกไป และพืชก็เห็นแก่ตัวแสงสีน้ำเงินและแดงเป็นหลัก ซึ่งรวมอยู่ในแสงสีขาวตรงนั้นอยู่แล้ว ถ้าแสงสีเหล่านี้ถูกตัดทอนออกไปก็จะมีผลต่อการสังเคราะห์แสงแวบ จนถึงการสมบูรณ์โตขึ้นของรุกข์ครับ แดนแสลนกรองแสงสีเขียวนั้นเราจะเห็นคนเลือกเฟ้นใช้กันมากมายก่ายกองมากกว่าสีดำ นั่นก็โดย ประเด็นหนึ่งเลยคือแสลนสีดำกักตุนความร้อนได้ดีกว่าสีเขียว ตามสรรพคุณของสีดำ ซึ่งมีผลกระทบให้ในระยะยาวแสลนสีดำนั้นจะพุพังเสื่อมคุณลักษณะเร็วกว่าสีเขียวนั่นเอง

 

 

ผลไม้แต่ละอย่างมีประโยชน์อย่างไรกันนะ?

ff-17-

องุ่น เป็นอาหารบำรุงร่างกายอีกชนิดหนึ่ง นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหาร ยังมีสรรพคุณทางยาที่ดีหลายชนิด สารอาหารที่สำคัญคือน้ำตาล และสารอาหารจำพวกกรดอินทรีย์อีกหลายชนิด และองุ่นยังอุดมไปด้วย กรดเอลลาจิก ที่มีพลังในการต่อสู้กับมะเร็ง การรับประทานองุ่นเป็นประจำ จะมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ บำรุงกำลัง คนที่ร่างกายผอมแห้ง แรงน้อย แก่ก่อนวัย ไม่มีเรี่ยวแรง ถ้ารับประทานองุ่นเป็นประจำ จะช่วยเสริมทำให้ร่างกายค่อยๆแข็งแรงขึ้นได้

สตรอเบอร์รี่ หลายๆ ท่านคงเข้าใจว่าสตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ แต่ที่จริงแล้วสตรอเบอร์รี่นั้นอยู่ในพืชสกุลเดียวกับดอกไม้และอยู่ในวงศ์เดียวกับดอกกุหลาบ และยังมีส่วนช่วยในการทำงานของสมอง มีวิตามินซีและไฟโตนิวเทรียนท์ ซึ่งทำให้อนุมูลอิสระลดน้อยลง  มีไอโอดินที่ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพอีกด้วย บำรุงสายตา และช่วยในการลดและชะลอการเกิดอนุมูลอิสระได้ แถมยังช่วยให้ปรับความดันในตาให้กลับมาเป็นปกติ ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ช่วยปรับความดันโลหิตให้กลับสู่สภาวะปกติ

เชอร์รี่ อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ และช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจและช่วยในการนอนหลับ เชอรรี่มีประสิทธิภาพอย่างสูงในการต้านการอักเสบ ลดอาการอักเสบและปวดที่ข้อต่างๆ

มะม่วงไทย

มะม่วงเป็นผลไม้ที่ใครหลายคนชอบทาน เพราะเสนห์ของมะม่วงโดยเฉพาะมะม่วงที่สุกแล้วมีรสชาติที่หวานหอม รสสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้น จึงทำให้หลายคนปฏิเสทไม่ลง ทั้งยังรับประทานผลดิบก็กรอบอมเปรี้ยวอมหวาน

%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2

มะม่วงนั้นจัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีต้นกำเนิดในประเทศอินเดีย และถือว่าเป็นผลไม้ประจำชาติของประเทศอินเดียอีกด้วย ในบ้านเรานั้นมะม่วงจัดเป็นผลไม้เศรษฐกิจซึ่งส่งออกเป็นอันดับ 3 ของโลก

สำหรับพันธุ์มะม่วงนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์มาก โดยสายพันธุ์ที่แพร่หลายมากที่สุดเห็นจะเป็นพันธุ์เขียวเสวย อกร่อง แรด ฟ้าลั่น น้ำดอกไม้ โชคอนันต์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละสายพันธุ์นั้นก็จะมีรสชาติและลักษณะแตกต่างกันออกไป  ประโยชน์ของมะม่วงที่เราเห็นเป็นประจำก็คงจะไม่พ้นการนำมารับประทานเป็นผลไม้สดทั้งดิบและสุก หรือมีการไปทำเป็นอาหารว่างต่างๆ อาทิเช่น มะม่วงกวน มะม่วงแก้ว มะม่วงน้ำปลาหวาน มะม่วงแช่อิ่ม ข้าวเหนียวมะม่วง พายมะม่วง และนำไปใช้ประกอบอาหาร เช่น ใส่น้ำพริก ยำ ส้มตำ ส่วนยอดอ่อนหรือผลอ่อนก็สามารถนำมาประกอบอาหารแทนผักได้ด้วย เป็นต้น

ข้าวเหนียวมะม่วงอีกเมนูหนึ่งที่ทำให้ติดอกติดใจหลายต่อหลายท่าน เรามาดูกันว่า กว่าจะมาเป็นข้าวเหนียวมะม่วงนี้ มีวิธีทำอย่างไรบ้าง

วัถุดิบมีดังนี้

  1. ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 1 กก.
  2. หัวกะทิ 800 กรัม
  3. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำตาลทราย 400 กรัม
  5. ใบเตย 10 ใบ

%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2

1 . เคล็ดลับที่สำคัญคือ ข้าวเหนียวจะต้องแช่อย่างน้อย 8 ชม. และต้องซาวข้าวเหนียว 3-4 รอบจนน้ำใส

  1. นำเข้าเหนียวไปนึ่งจนสุกประมาณ 45 นาที จากนั้นเทใส่ชามผสม เกลี่ยให้เป็นหลุมตรงกลางเพื่อรอเทน้ำกะทิ3. นำกะทิ มาผสมกับน้ำตาลทราย และเกลือใส่ใบเตยลงไปขยำให้กลิ่นออกมาโดยไม่ต้องต้ม ขอแค่กะทิต้องสด สะอาด คั้นใหม่ๆ หลังจากนั้น กรองด้วยผ้าขาวบาง 1 ครั้ง เทใส่ลงในข้าวเหนียวที่ร้อน
  2. คนกะทิกับข้าวเหนียวให้เข้ากันด้วยไม้พาย ใส่ใบเตยลงไปอีก กดหน้าข้าวเหนียวให้แน่น จากนั้น ปิดกะละมังด้วยผ้าขาวบาง 5 นาทีให้ข้าวเหนียวระอุ
  3. เปิดผ้าออกแล้วคนด้วยไม้พาย 1 รอบ ทำแบบนี้ซ้ำกันไปมา 3-4 รอบ เสร็จแล้วดึงใบเตยออก เพียงเท่านี้ก็จะได้ข้าวเหนียวมูนกะทิสด

ราคาผักผลไม้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเทศกาลกินเจ

1247514855ในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเป็นปกติที่ราคาผักผลไม้จะขึ้นราคา แต่ก็มีผักผลไม้บางชนิดปรับราคา เช่น มะละกอ ผักกาดหอม แก้วมังกร เป็นต้น ซึ่งทางกระทรวงก็ได้ให้กรมการค้าภายในดูแลในเรื่องค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจ โดยการเชื่อมโยงผักสดจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง พร้อมสั่งให้ผู้บริหารกระทรวงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออกตรวจสินค้าเป็นประจำเพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ให้ประชาชนเกิดความมั่นใจดูแลภาวะราคาสินค้าไม่ให้กระทบต่อประชาชนด้วย โดยจะติดตามดูแลราคาผักผลไม้อย่างใกล้ชิดไม่ให้มีการปรับเพิ่มขึ้นมากจนเกินไป เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ โดยกรมการค้าภายในจะส่งเจ้าหน้าที่ออกสุ่มตรวจราคาสินค้าตามตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆอย่างต่อเนื่อง

หากพบว่าการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าผู้จำหน่ายสินค้าราคาสูงอย่างไม่มีเหตุผลรองรับเพียงพอ จะถูกลงโทษตามกฎหมายขณะที่ประชาชนสามารถร้องเรียนมาได้ทางโทรศัพท์สายด่วน สินค้าประเภทวัตถุดิบในการประกอบอาหารเจ,ผักและผลไม้เริ่มปรับขึ้นราคารับเทศกาลกินเจกันแล้วตามความต้องการสินค้าจำนวนมาก ขณะที่สินค้าบางประเภทโดยเฉพาะเนื้อสัตว์และไข่ไก่ก็ปรับลดลงตามความต้องการที่น้อยลงเช่นกัน โดยปรับขึ้นจากเดือนก่อน 5-10% และบางประเภทขยับไปถึง 10-20% ซึ่งนอกจากเป็นการขึ้นราคาตามเทศกาลแล้ว ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในช่วงปลายเดือนก.ย. ที่ผ่านมาด้วย

เทศกาลกินเจในปีนี้ราคาผักตามตลาดสดต่างๆมีราคาแพงมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากอาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการได้ปรับกลยุทธ์ในการเจาะตลาดในช่วงเทศกาลกินเจเพื่อเร่งเพิ่มยอดขายในช่วงนี้ ซึ่งชดเชยรายได้ก่อนหน้านี้ที่ซบเซาตามภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเน้นตลาดคนรุ่นใหม่ที่หันมากินเจเพิ่มขึ้น เพื่อดูแลเรื่องสุขภาพหรือกลุ่มผู้หญิงที่มีความกังวลเรื่องของความอ้วนเพราะอาหารเจส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยแป้งและอาหารที่มีไขมันมาก ดังนั้นผู้ประกอบการจำนวนมากหันไปปรับเมนูอาหารเจโดยเน้นไปที่เมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีแคลอรี่น้อย หรือให้โปรตีนมากขึ้น