ราคาผักผลไม้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเทศกาลกินเจ

1247514855ในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเป็นปกติที่ราคาผักผลไม้จะขึ้นราคา แต่ก็มีผักผลไม้บางชนิดปรับราคา เช่น มะละกอ ผักกาดหอม แก้วมังกร เป็นต้น ซึ่งทางกระทรวงก็ได้ให้กรมการค้าภายในดูแลในเรื่องค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจ โดยการเชื่อมโยงผักสดจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง พร้อมสั่งให้ผู้บริหารกระทรวงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออกตรวจสินค้าเป็นประจำเพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ให้ประชาชนเกิดความมั่นใจดูแลภาวะราคาสินค้าไม่ให้กระทบต่อประชาชนด้วย โดยจะติดตามดูแลราคาผักผลไม้อย่างใกล้ชิดไม่ให้มีการปรับเพิ่มขึ้นมากจนเกินไป เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ โดยกรมการค้าภายในจะส่งเจ้าหน้าที่ออกสุ่มตรวจราคาสินค้าตามตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆอย่างต่อเนื่อง

หากพบว่าการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าผู้จำหน่ายสินค้าราคาสูงอย่างไม่มีเหตุผลรองรับเพียงพอ จะถูกลงโทษตามกฎหมายขณะที่ประชาชนสามารถร้องเรียนมาได้ทางโทรศัพท์สายด่วน สินค้าประเภทวัตถุดิบในการประกอบอาหารเจ,ผักและผลไม้เริ่มปรับขึ้นราคารับเทศกาลกินเจกันแล้วตามความต้องการสินค้าจำนวนมาก ขณะที่สินค้าบางประเภทโดยเฉพาะเนื้อสัตว์และไข่ไก่ก็ปรับลดลงตามความต้องการที่น้อยลงเช่นกัน โดยปรับขึ้นจากเดือนก่อน 5-10% และบางประเภทขยับไปถึง 10-20% ซึ่งนอกจากเป็นการขึ้นราคาตามเทศกาลแล้ว ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในช่วงปลายเดือนก.ย. ที่ผ่านมาด้วย

เทศกาลกินเจในปีนี้ราคาผักตามตลาดสดต่างๆมีราคาแพงมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากอาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการได้ปรับกลยุทธ์ในการเจาะตลาดในช่วงเทศกาลกินเจเพื่อเร่งเพิ่มยอดขายในช่วงนี้ ซึ่งชดเชยรายได้ก่อนหน้านี้ที่ซบเซาตามภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเน้นตลาดคนรุ่นใหม่ที่หันมากินเจเพิ่มขึ้น เพื่อดูแลเรื่องสุขภาพหรือกลุ่มผู้หญิงที่มีความกังวลเรื่องของความอ้วนเพราะอาหารเจส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยแป้งและอาหารที่มีไขมันมาก ดังนั้นผู้ประกอบการจำนวนมากหันไปปรับเมนูอาหารเจโดยเน้นไปที่เมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีแคลอรี่น้อย หรือให้โปรตีนมากขึ้น

อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้นๆ ของโลก

9ในแต่ละปีของอินเดียสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน ด้วยความที่อินเดียมีการผลิตผลไม้ค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีอุปสงค์ของตลาดที่สูง โดยเฉพาะผู้ที่เคยเดินทางมายังอินเดียแล้ว จะสังเกตเห็นว่ามีร้านจำหน่ายผลไม้และน้ำผลไม้ตลอดแนวถนน เนื่องจากคนอินเดียมีอุปนิสัยที่จะต้องรับประทานผลไม้เป็นประจำทุกวัน ทำให้ตลาดการค้าขายผลไม้ในอินเดียเติบโตอย่างรวดเร็วและโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ของอินเดีย จะมีตลาดค้าส่งผลไม้กระจายตัวอยู่หลายๆ แห่ง สำหรับเมืองเจนไนไม่มีใครในเมืองเจนไนและไม่มีพ่อค้าผลไม้รายใดในรัฐทมิฬนาฑูและรัฐใกล้เคียงในอินเดียตอนใต้ที่ไม่รู้จักตลาดขายส่งผลไม้ Koyambedu Wholesale Market Complex ซึ่งถือเป็นตลาดค้าส่งสินค้าผักผลไม้ที่ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในอินเดีย

ตลาด Koyambedu แห่งนี้ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเมืองเจนไน มีพื้นที่รวมประมาณ 295 เอเคอร์ มีถนนไฮเวย์และเส้นทางรถไฟฟ้าเมืองเจนไนตัดผ่านด้านหน้า ภายในตลาดมีทั้งส่วนที่จำหน่ายผัก และส่วนที่จำหน่ายผลไม้ พวกผลไม้ที่เห็นมีจำหน่ายก็ได้แก่ พวกกล้วย มะม่วง สับปะรด และผลไม้ประเภทต่างๆ ตามฤดูกาล วางกระจายอยู่ด้านหน้าและภายในร้านจำหน่ายปลีก-ส่งภายในตลาดจำนวนมากกว่า 3,000 ร้าน พ่อค้าผลไม้อินเดียบอกว่า เขากลัวที่จะนำเข้าผลไม้ไทย เนื่องจากเขาไม่เห็นข้างในกล่อง เพราะการนำเข้ามาแต่ละครั้งหลายร้อยกล่องไม่สามารถเปิดดูทุกกล่องได้ พอมาถึง ส่วนใหญ่เขานำส่งลูกค้าเลย ซึ่งหากผลไม้นำเข้ามีปัญหา จะทำให้เขาเสียลูกค้า และอีกอย่างคือ เขาไม่สามารถเคลมเงินคืนจากผู้ส่งออกไทยได้ จึงแนะนำว่า การส่งออกผลไม้ไทย น่าจะให้มีการประกันคุณภาพผลไม้ เช่นเดียวกับ ผู้ส่งออกผลจากออสเตรเลีย สหรัฐฯ และนิวซีแลนด์ด้วย ซึ่งจะทำให้เขามั่นใจในการสั่งซื้อผลไม้นำเข้าจากประเทศไทยมากขึ้น ในส่วนของภาครัฐ  ผู้นำเข้าอินเดียฝากไว้ให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนางานวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้ผลไม้ไทยมีระยะเวลาในการวางบนหิ้งให้นานขึ้น เนื่องจากหลายครั้งหน่วยงานภาครัฐอินเดียใช้เวลาตรวจสอบผลไม้นำเข้าหลายวัน ทำให้หลายครั้ง ผลไม้อาจเน่าเสียได้ หรือทำให้น้ำหนักผลไม้ลดลงและฝากขอให้ลดราคาค่าขนส่งทางอากาศลง ซึ่งจะทำให้ราคาผลไม้ถูกลงและดึงดูดให้ลูกค้าอินเดียรับประทานผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น

5 ผลไม้ตัวแม่เรื่องการลดน้ำหนัก

5 ผลไม้ตัวแม่เรื่องการลดน้ำหนัก
การลดน้ำหนัก เป็นความพยายามที่ใครหลาย ๆ คนต่างก็ล้มเหลวกันมันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แม้บางคนจะมีความตั้งใจจริง แต่ก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ตามที่หวังเอาไว้ เพราะส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตั้งใจที่ผิดวิธี มีความเชื่อแบบผิด ๆ และมีพฤติกรรมบางอย่างที่ส่งผลต่อน้ำหนักแบบที่คุณไม่รู้ตัวบทความนี้จะเผยเคล็ดลับและทำให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล โดยที่คุณไม่ต้องอดอาหารและไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายเลยก็ได้

5  ผลไม้ตัวแม่เรื่องการลดน้ำหนัก

  1. แอปเปิล เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่ที่ดีต่อร่างกาย ด้วยเหตุผลนี้แอปเปิลจึงเป็นผลไม้ตัวแม่สุดจี๊ดที่ช่วยลดน้ำหนัก เพราะไฟเบอร์จะช่วยให้คุณอิ่ม ไม่กินจุบจิบ ระบบการขับถ่ายก็จะดีเลิศ แถมยังมีวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งได้อีกต่างหาก
  2. บลูเบอร์รี ผลไม้ตระกูลเบอร์รีอย่างบลูเบอร์รีลูกเล็ก ๆ ก็มีอานุภาพในการบำรุงดูแลร่างกายเราได้มากมาย เริ่มตั้งแต่ช่วยรักษาระดับอินซูลิน ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคอ้วน รวมถึงลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดด้วย นอกจากนี้ผลวิจัยล่าสุดยังพิสูจน์มาแล้วด้วยว่า บลูเบอร์รีสามารถกำจัดเซลล์ไขมันในร่างกายได้ผลชะงัด
  3. สตรอว์เบอร์รี ผลไม้ตระกูลเบอร์รียังส่งสตรอว์เบอร์รีลูกแดง ๆ มาช่วยคนอยากหุ่นสวยกระชับอีกหนึ่งชนิด และด้วยคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนอะดิโปเนกติน และฮอร์โมนเลปติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จัดการไขมันสะสมในร่างกายได้อยู่หมัด จึงทำให้สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ตัวแม่เรื่องการลดน้ำหนักที่ไม่ควรพลาดด้วยเช่นกัน นอกจากนี้สตรอว์เบอร์รียังมีสารต่อต้านอาการอักเสบ สามารถช่วยซ่อมแซมรักษาเนื้อเยื่อที่สึกหรอ และอักเสบในร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ป้องกันโรคหวัดได้อีกด้วย
  4. กีวี สำหรับคนที่ชื่นชอบรสชาติเปรี้ยวอมหวานของกีวี อาจจะยังไม่รู้ว่า กีวีก็ถูกจัดให้เป็นผลไม้ช่วยลดน้ำหนักตัวจี๊ดเหมือนกัน เพราะนอกจากกีวีจะอุดมไปด้วยไฟเบอร์แล้ว เมล็ดสีดำเล็ก ๆ ของกีวียังเป็นไฟเบอร์ชนิดที่ไม่สามารถละลายได้ จึงช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร และทำให้คุณอิ่มได้นานขึ้น หมดปัญหาเรื่องกินจุบกินจิบอีกต่อไป
  5. ลูกพีช นอกจากจะมีไฟเบอร์สูงมากแล้ว ลูกพีชยังมาพร้อมโพแทสเซียม และวิตามินอีกสารพัดชนิดที่ดีต่อร่างกาย แถมด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงไปด้วยในตัว จัดเป็นผลไม้ลดความอ้วน และผลไม้เพื่อผิวสวยที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว

การเลือกรับประทานผักและผลไม้ตามฤดูกาล

76765397-Copy-600x399เมืองไทยจัดเป็นแหล่งกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลาย และยังคงอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ สำหรับผักและผลไม้ขอเมืองไทยนั้นก็จัดว่ามีความหลากหลายทั้งชนิดและสายพันธุ์เช่นกัน ทั้งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศและสายพันธุ์ที่นำเข้ามาเพาะขยายพันธุ์ได้ดี ในหนึ่งปีเมืองไทยจึงมีพืชผักผลไม้รับประทานกันได้ทั้งปี และปัจจุบันบางชนิดยังสามารถหารับประทานกันได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย โดยเฉพาะผักเกือบทุกชนิดที่เป็นผักเศรษฐกิจ ส่วนผักพื้นบ้านอาจจะต้องไปซื้อตามท้องถิ่นนั้นๆ เพราะเมื่อมีผลผลิตที่น้อยจึงทำให้การกระจายสินค้าในตลาดจะค่อนข้างแคบ สำหรับผลไม้ก็จะมีบางชนิดเช่นกันที่มีให้รับประทานกันได้ตลอดทั้งปี เช่น ส้ม สับปะรด มะละกอ ฯลฯ ส่วนบางชนิดที่มีแม้ปัจจุบันจะมีให้รับประทานกันได้ตลอดทั้งปี แต่ควรเลือกรับประทานกันตามฤดูกาลจะดีกว่า เช่น ทุเรียน เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ฯลฯ

การเพาะปลูกพืชนอกฤดูกาลจะทำให้พืชมีโอกาสถูกรบกวนจากศัตรูและโรคพืชได้มากกว่าการเพาะปลูกในฤดูกาล ทั้งนี้เนื่องมาจากในช่วงเวลาดังกล่าวพืชเหล่านี้จะเป็นอาหารที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ชนิด ทำให้ดึงดูดศัตรูพืชชนิดต่างๆ ดังนั้นถ้าจะให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตในปริมาณที่คุ้มค่าต่อการลงทุน เกษตรกรจะต้องใช้สารเคมีในรูปของปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชเป็นจำนวนมาก ซึ่งการใช้สารเคมีเหล่านี้จะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม และมีผลโดยตรงต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค ด้วยภาวการณ์แข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้หลายๆคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งมีให้เลือกเยอะก็ยิ่งตามใจปาก เมื่อผู้บริโภคตอบสนองในทางธุรกิจ ผู้ผลิตก็จะยิ่งได้ใจเร่งผลิตอย่างไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา

ข้อดีของการเลือกรับประทานผักและผลไม้ตามฤดูกาล จะช่วยทำให้เราสามารถซื้อผักและผลไม้ได้ในราคาซื้อขายที่ไม่แพงนัก ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผักบางครั้งมีราคาแพงก็มักจะเป็นผักที่ปลูกนอนฤดู หรือต้องขนส่งมาจากที่ห่างไกล ผักเหล่านี้มีโอกาสปนเปื้อนสารพิษสูง ควรหลีกเลี่ยงผักที่มักปลูกโดยใช้สารพิษมากๆ เช่น ผักคะน้า ต้นหอม ผักชี ฯลฯ จำเป็นต้องล้างจนแน่ใจว่าสะอาดเพียงพอก่อนบริโภค สำหรับผักชั้นดีที่ควรเลือกซื้อเป็นอันดับต้นๆ เพราะปลอดจากสารพิษ เช่น ตำลึง ผักบุ้ง ดอกแค โสน กระถิน และผักพื้นบ้านอื่นๆที่คุ้นเคยกันดี และที่วิเศษสุดก็คือผักที่มาจากริมรั้วและสวนครัวของเราเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามก่อนที่จะนำพืชผลไม้มารับประทานก็ไม่ควรที่จะลืมล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน หรือเลือกซื้อจากร้านค้าที่เชื่อถือได้

ลู่ทางและอนาคตของตลาดผลไม้ไทยในจีน

ผู้ประกอบการรายใหม่ที่คิดจะส่งออกผลไม้ไทยมายังจีนจำเป็นที่จะต้องรู้จักวิธีการดูแลและถนอมผลไม้ที่ตนจะนำเข้าเป็นอย่างดี เนื่องจากผลไม้มีอายุสั้น ผู้ประกอบการต้องมีความรู้ ความเข้าใจในตลาดจีนเป็นอย่างดี ต้องรู้ว่าจะนำสินค้าไปขายที่ไหน และต้องหาคู่ค้าที่ดีที่รู้จักผลไม้ไทยและความต้องการของตลาดต่าง ๆ ในจีน อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือ ควรจะ ซื้อมาและขายเอง นอกจากนั้น ควรรู้จักติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองด้วย

จีนยังปิดประเทศไทยมีการส่งออกผักและผลไม้ไปที่ฮ่องกง การขนส่งก็ยังใช้อุปกรณ์ง่าย ๆ คือ เข่งเป็นอุปกรณ์ในการขนส่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวของจีนและฮ่องกงจะมีความต้องการมาก ส่วนฮ่องกงได้ส่งต่อไปจีนหรือไม่นั้นไม่มีใครรู้ สมัยก่อนฮ่องกงนำเข้าผลไม้และผักจากไทยเยอะ เช่น เผือก และผักบุ้ง รวมทั้งผักใบประเภทอื่น ๆ ต่อมาหลังจากจีนทำการเปิดประเทศและปฎิรูปเศรษฐกิจ ชาวจีนมีกำลังซื้อมากขึ้น ของที่ส่งไปฮ่องกงได้มีการส่งออก (Re-export) ต่อไปยังจีน และในช่วงปีหลัง ๆ ก่อนที่จีนจะเข้า WTO ผลไม้ต่าง ๆ อาทิ ทุเรียน และลำไย ที่ไทยส่งไปฮ่องกง มีร้อยละ 50-70 ที่ส่งต่อไปยังจีน ส่วนผักมีการส่งออกน้อยลงมากเพราะในปัจจุบัน จีนสามารถผลิตเองได้มากขึ้น ต่อมาหลังจากที่จีนเข้า WTO และลงนามความตกลง FTA กับไทย การส่งออกผลไม้ไปยังจีนมีปริมาณเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันจีนกลายเป็นตลาดผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของไทย และฮ่องกงก็เปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เป็นตลาดผลไม้ไทยกลายเป็นท่าเรือในการส่งต่อผลไม้ไทยไปยังจีน เนื่องจากผู้รับของร้อยละ 90 อยู่ที่จีน และการที่ผู้ส่งออกเลือกส่งสินค้าไปที่ฮ่องกงก่อน แล้วค่อยส่งต่อไปจีนแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงก็ตาม เนื่องจากท่าเรือที่ฮ่องกงมีประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงและสามารถเคลียร์สินค้าออกมาได้ง่ายกว่าเข้าไปยังจีนโดยตรง

ปัจจุบันไทยส่งออกผลไม้ไปยังจีนประมาณ 200,000-300,000 ตัน/ปี สินค้าผลไม้ที่จีนอนุญาตให้นำเข้าจากไทยได้มีจำนวน 23 ชนิด ในจำนวนนี้ มีลำไย ทุเรียน มังคุด กล้วยไข่ ส้มโอ ลิ้นจี่ ชมพู่ เงาะ มะม่วง น้อยหน่า และลองกอง ที่ผู้ประกอบการได้นำเข้ามายังตลาดจีนแล้ว ส่วนผลไม้ประเภทอื่น ยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน รวมทั้งผู้ประกอบการนำเข้าในจีนก็ยังไม่มีใบอนุญาตนำเข้าด้วย ทางด้านการขนส่งนั้น ผลไม้ประเภทชมพู่ เงาะ มะม่วง น้อยหน่า และลองกอง จะทำการขนส่งทางเครื่องบิน เนื่องจากเน่าเสียง่าย ส่วนผลไม้ประเภทอื่นส่วนใหญ่จะทำการขนส่งทางเรือ สำหรับสินค้าประเภทผัก มีการส่งออกน้อยมาก เนื่องจากจีนสามารถเพาะปลูกผักได้มากอยู่แล้ว โดยจีนเป็นประเทศผู้ผลิตผักได้มากที่สุดในโลก และหลังจากเปิด FTA กับไทย จีนก็ส่งออกสินค้าผักมายังประเทศไทยเป็นปริมาณมาก

ก่อนเปิดการค้าเสรีอาเซียน-จีน จีนเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าผักและผลไม้โดยเฉลี่ยร้อยละ 20-25 หลังจากเปิดการค้าเสรีแล้ว จีนปรับลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ซึ่งถึงแม้จะมีส่วนช่วยส่งเสริมการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน แต่อยู่แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากยังมีปัญหาหรืออุปสรรคอื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยต้องประสบ อาทิ อุปสรรคด้านการตรวจสอบและกักกันโรค (อุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีหรือ NTB) ค่าขนส่ง และภาษีมูลค่าเพิ่ม อันที่จริงแล้ว ภาษีนำเข้าไม่ได้สำคัญมากเมื่อเทียบกับความสามารถที่จะนำผลไม้ไปถึงผู้บริโภคด้วยเวลาที่สั้นที่สุด เนื่องจากผลไม้เป็นสินค้ามูลค่าไม่สูงเหมือนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ถึงเก็บภาษีนำเข้าในระดับหนึ่งก็ไม่ได้กระทบต่อราคาขายของสินค้ามาก แต่ผลไม้เป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย หากไปถึงผู้บริโภคช้าก็จะขายไม่ได้ และเกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบการมาก ฉะนั้น อุปสรรคโดยเฉพาะด้านการตรวจสอบฯ และการขนส่งถือเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งออกผลไม้ไทย

ผลไม้ที่มีแนวโน้มการส่งออกลดลงได้แก่ ลำไย และลิ้นจี่ โดยลำไยนั้น จีนมีการผลิตมากขึ้น และทางเวียดนามก็ส่งออกมายังจีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็มีการพัฒนาคุณภาพขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนลิ้นจี่นั้น การส่งออกจากไทยมายังจีนลดลงมาก โดยสาเหตุหนึ่งก็เพราะจีนมีพันธุ์ลิ้นจี่ที่ผลิตออกวางตลาดก่อนไทย ทำให้ลิ้นจี่จากไทยขายได้ยากขึ้น สำหรับผลไม้ที่ยังมีแนวโน้มการส่งออกที่ดี ได้แก่ ทุเรียน และมังคุด นอกจากนี้ กล้วยก็เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกเรื่อย ๆ โดยตลาดกล้วยไทยในจีน จะเป็นตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยจะเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง เนื่องจากกล้วยไทยมีคุณภาพและราคาสูงสุดในตลาด เมื่อเทียบกับกล้วยจากเวียดนามและฟิลิปปินส์