คุณสมบัติและการใช้งานสติ๊กเกอร์ติดผนังพีวีซี Pvc sticker

สติ๊กเกอร์ติดผนังชนิดนี้ มีความคงทน จึงนิยมใช้กับงานประเภทที่ต้องเปียกหรือโดนน้ำ ตากฝนและโดนแสงแดดจัดเป็นเวลานาน แต่ราคาจะแพงกว่าสติ๊กเกอร์กระดาษ เหมาะสำหรับนำไปใช้งานประเภทติดฉลากสินค้าทั่วๆ ไป เช่น สติ๊กเกอร์โลโก้ สติ๊กเกอร์เครื่องใช้ไฟฟ้า สติ๊กเกอร์แกลอนน้ำมัน สติ๊กเกอร์ถังน้ำมัน สติ๊กเกอร์ติดแก้วน้ำ สติ๊กเกอร์ติดกระจกรถยนต์ สติ๊กเกอร์ติดโฆษณาอื่นๆ เป็นต้น

สติ๊กเกอร์พีวีซีมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด อาทิ สติ๊กเกอร์พีวิซีใส สติ๊กเกอร์พีวีซีขาวเงา สติดเกอร์พีวีซีขาวนวล สติ๊กเกอร์พีวีซีกาวเหนียวพิเศษ และสติ๊กเกอร์พีวีซีอื่นๆ อีกมากมาย คุณสมบัติ สามารถเปียกหรือโดนน้ำได้ 100% และทนความร้อนได้ประมาณ 40-60 องศาเซลเซียส แต่ถ้าโดนความร้อนมากกว่า 40 องศาเซลเซียส สติ๊กเกอร์อาจจะเริ่มหัดตัวและเกิดรอยย่นได้ การพิมพ์ จะพิมพ์ในระบบเลสเตอร์เพรสและโรตารี่ พร้อมไดคัทขึ้นรูป สามารถแกะออกง่าย เพราะมีช่องว่างระหว่างดวง มีแบบเป็นแผ่นและม้วน สำหรับแบบม้วน สามารถใส่เครื่องติดสินค้าได้เลยทันที และยังสามารถเพิ่มความสวยงาม โดยการเคลือบยูวีเงา แต่ถ้าต้องการสติ๊กเกอร์แบบด้าน ควรใช้วัสดุเป็นแบบพีพีด้านแทนพีวีซีน่าจะดีกว่า หรือจะเคลือบลามิเนตบวกสปอตยูวี ปั๊มเคเงิน ปั๊มเคทอง พร้อมไดคัท ก็สามารถทำตามแบบที่ต้องการได้

สาระดีๆเกี่ยวกับแสลนกรองแสง หรือ ตาข่ายกรองแสง

การทำงานของแสลนกรองแสงนั้นคือว่า การดึงลงทอนความแรงแสงแวบให้บางเบาลงสำหรับไม่ให้ต้นไม้นั้นได้แสงยิบจนเกินพอดี การเลือกสรรร้อยละในการกรองแสงของแสลนกรองแสงก็จะขึ้นอยู่กับอย่างของรุกข์ กับขณะอายุของต้นที่เราปลูกค่ะ เช่น ในห้วงของการเพาะเมล็ด จนถึงยุคสมัยเตรียมประถมกล้าก็ต้องใช้การกรองแสงมากหน่อยคาดคะเน 70% ถึง 80% ครับ และเมื่อต้นกล้ามีอายุมากขึ้น จนเชี่ยวชาญย้ายลงเปลี่ยนเพาะปลูกได้นั้น ผลรวมแสงที่ได้รับก็ต้องมากขึ้น เราทำได้ใช้กรองแสงแค่ประมาณ 50% ถึง 60% ก็เพียงพอต่อความมุ่งหมายของต้นแล้วล่ะ และถ้าหากอย่างพืชที่ปลูกสร้างนั้น เป็นไม้ตระกูลที่ไม่ชอบแสงจ้าน มุ่งหวังร่มเงา ตัวอย่างเช่น กล้วยไม้ ต้นไม้กลุ่มนี้ไม่ต้องการแสงโควตามากๆ ฉะนั้นเราก็ต้องใช้กรองแสงในโควตาที่สูงขึ้นซัก 80% กำลังดี

และอีกเรื่องคือ สีของแสลนกรอง ที่มีทั้ง สีดำ และ สีเขียว แล้วเราพึงใช้สีอะไรดีล่ะ? ทั้ง 2 สีนั้นมีความตรงข้ามกันกันในเรื่องของสีกับแสงและจิตใจ อีกนัยหนึ่ง แสลนกรองแสง หรือ ตาข่ายกรองแสง สีดำนั้นจะไม่ไปหักออกค่าความยาวของคลื่นแสง แสงที่มุดผ่านแสลนกรองแสงสีดำนั้น จะเป็นแสงขาวเหมือนที่เราเห็นธารณะ แต่แสลนกรองแสงสีอื่นจะตีกลับหักออกค่าความยาวของคลื่นแสงไฟที่เป็นสีเดียวกันกับสีของแสลนกรองแสงนั้นออกไป และพืชก็เห็นแก่ตัวแสงสีน้ำเงินและแดงเป็นหลัก ซึ่งรวมอยู่ในแสงสีขาวตรงนั้นอยู่แล้ว ถ้าแสงสีเหล่านี้ถูกตัดทอนออกไปก็จะมีผลต่อการสังเคราะห์แสงแวบ จนถึงการสมบูรณ์โตขึ้นของรุกข์ครับ แดนแสลนกรองแสงสีเขียวนั้นเราจะเห็นคนเลือกเฟ้นใช้กันมากมายก่ายกองมากกว่าสีดำ นั่นก็โดย ประเด็นหนึ่งเลยคือแสลนสีดำกักตุนความร้อนได้ดีกว่าสีเขียว ตามสรรพคุณของสีดำ ซึ่งมีผลกระทบให้ในระยะยาวแสลนสีดำนั้นจะพุพังเสื่อมคุณลักษณะเร็วกว่าสีเขียวนั่นเอง

 

 

ผลไม้แต่ละอย่างมีประโยชน์อย่างไรกันนะ?

ff-17-

องุ่น เป็นอาหารบำรุงร่างกายอีกชนิดหนึ่ง นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหาร ยังมีสรรพคุณทางยาที่ดีหลายชนิด สารอาหารที่สำคัญคือน้ำตาล และสารอาหารจำพวกกรดอินทรีย์อีกหลายชนิด และองุ่นยังอุดมไปด้วย กรดเอลลาจิก ที่มีพลังในการต่อสู้กับมะเร็ง การรับประทานองุ่นเป็นประจำ จะมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ บำรุงกำลัง คนที่ร่างกายผอมแห้ง แรงน้อย แก่ก่อนวัย ไม่มีเรี่ยวแรง ถ้ารับประทานองุ่นเป็นประจำ จะช่วยเสริมทำให้ร่างกายค่อยๆแข็งแรงขึ้นได้

สตรอเบอร์รี่ หลายๆ ท่านคงเข้าใจว่าสตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ แต่ที่จริงแล้วสตรอเบอร์รี่นั้นอยู่ในพืชสกุลเดียวกับดอกไม้และอยู่ในวงศ์เดียวกับดอกกุหลาบ และยังมีส่วนช่วยในการทำงานของสมอง มีวิตามินซีและไฟโตนิวเทรียนท์ ซึ่งทำให้อนุมูลอิสระลดน้อยลง  มีไอโอดินที่ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพอีกด้วย บำรุงสายตา และช่วยในการลดและชะลอการเกิดอนุมูลอิสระได้ แถมยังช่วยให้ปรับความดันในตาให้กลับมาเป็นปกติ ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ช่วยปรับความดันโลหิตให้กลับสู่สภาวะปกติ

เชอร์รี่ อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ และช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจและช่วยในการนอนหลับ เชอรรี่มีประสิทธิภาพอย่างสูงในการต้านการอักเสบ ลดอาการอักเสบและปวดที่ข้อต่างๆ

มะม่วงไทย

มะม่วงเป็นผลไม้ที่ใครหลายคนชอบทาน เพราะเสนห์ของมะม่วงโดยเฉพาะมะม่วงที่สุกแล้วมีรสชาติที่หวานหอม รสสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้น จึงทำให้หลายคนปฏิเสทไม่ลง ทั้งยังรับประทานผลดิบก็กรอบอมเปรี้ยวอมหวาน

%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2

มะม่วงนั้นจัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีต้นกำเนิดในประเทศอินเดีย และถือว่าเป็นผลไม้ประจำชาติของประเทศอินเดียอีกด้วย ในบ้านเรานั้นมะม่วงจัดเป็นผลไม้เศรษฐกิจซึ่งส่งออกเป็นอันดับ 3 ของโลก

สำหรับพันธุ์มะม่วงนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์มาก โดยสายพันธุ์ที่แพร่หลายมากที่สุดเห็นจะเป็นพันธุ์เขียวเสวย อกร่อง แรด ฟ้าลั่น น้ำดอกไม้ โชคอนันต์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละสายพันธุ์นั้นก็จะมีรสชาติและลักษณะแตกต่างกันออกไป  ประโยชน์ของมะม่วงที่เราเห็นเป็นประจำก็คงจะไม่พ้นการนำมารับประทานเป็นผลไม้สดทั้งดิบและสุก หรือมีการไปทำเป็นอาหารว่างต่างๆ อาทิเช่น มะม่วงกวน มะม่วงแก้ว มะม่วงน้ำปลาหวาน มะม่วงแช่อิ่ม ข้าวเหนียวมะม่วง พายมะม่วง และนำไปใช้ประกอบอาหาร เช่น ใส่น้ำพริก ยำ ส้มตำ ส่วนยอดอ่อนหรือผลอ่อนก็สามารถนำมาประกอบอาหารแทนผักได้ด้วย เป็นต้น

ข้าวเหนียวมะม่วงอีกเมนูหนึ่งที่ทำให้ติดอกติดใจหลายต่อหลายท่าน เรามาดูกันว่า กว่าจะมาเป็นข้าวเหนียวมะม่วงนี้ มีวิธีทำอย่างไรบ้าง

วัถุดิบมีดังนี้

  1. ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 1 กก.
  2. หัวกะทิ 800 กรัม
  3. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำตาลทราย 400 กรัม
  5. ใบเตย 10 ใบ

%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2

1 . เคล็ดลับที่สำคัญคือ ข้าวเหนียวจะต้องแช่อย่างน้อย 8 ชม. และต้องซาวข้าวเหนียว 3-4 รอบจนน้ำใส

  1. นำเข้าเหนียวไปนึ่งจนสุกประมาณ 45 นาที จากนั้นเทใส่ชามผสม เกลี่ยให้เป็นหลุมตรงกลางเพื่อรอเทน้ำกะทิ3. นำกะทิ มาผสมกับน้ำตาลทราย และเกลือใส่ใบเตยลงไปขยำให้กลิ่นออกมาโดยไม่ต้องต้ม ขอแค่กะทิต้องสด สะอาด คั้นใหม่ๆ หลังจากนั้น กรองด้วยผ้าขาวบาง 1 ครั้ง เทใส่ลงในข้าวเหนียวที่ร้อน
  2. คนกะทิกับข้าวเหนียวให้เข้ากันด้วยไม้พาย ใส่ใบเตยลงไปอีก กดหน้าข้าวเหนียวให้แน่น จากนั้น ปิดกะละมังด้วยผ้าขาวบาง 5 นาทีให้ข้าวเหนียวระอุ
  3. เปิดผ้าออกแล้วคนด้วยไม้พาย 1 รอบ ทำแบบนี้ซ้ำกันไปมา 3-4 รอบ เสร็จแล้วดึงใบเตยออก เพียงเท่านี้ก็จะได้ข้าวเหนียวมูนกะทิสด

ราคาผักผลไม้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเทศกาลกินเจ

1247514855ในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเป็นปกติที่ราคาผักผลไม้จะขึ้นราคา แต่ก็มีผักผลไม้บางชนิดปรับราคา เช่น มะละกอ ผักกาดหอม แก้วมังกร เป็นต้น ซึ่งทางกระทรวงก็ได้ให้กรมการค้าภายในดูแลในเรื่องค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจ โดยการเชื่อมโยงผักสดจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง พร้อมสั่งให้ผู้บริหารกระทรวงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออกตรวจสินค้าเป็นประจำเพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ให้ประชาชนเกิดความมั่นใจดูแลภาวะราคาสินค้าไม่ให้กระทบต่อประชาชนด้วย โดยจะติดตามดูแลราคาผักผลไม้อย่างใกล้ชิดไม่ให้มีการปรับเพิ่มขึ้นมากจนเกินไป เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ โดยกรมการค้าภายในจะส่งเจ้าหน้าที่ออกสุ่มตรวจราคาสินค้าตามตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆอย่างต่อเนื่อง

หากพบว่าการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าผู้จำหน่ายสินค้าราคาสูงอย่างไม่มีเหตุผลรองรับเพียงพอ จะถูกลงโทษตามกฎหมายขณะที่ประชาชนสามารถร้องเรียนมาได้ทางโทรศัพท์สายด่วน สินค้าประเภทวัตถุดิบในการประกอบอาหารเจ,ผักและผลไม้เริ่มปรับขึ้นราคารับเทศกาลกินเจกันแล้วตามความต้องการสินค้าจำนวนมาก ขณะที่สินค้าบางประเภทโดยเฉพาะเนื้อสัตว์และไข่ไก่ก็ปรับลดลงตามความต้องการที่น้อยลงเช่นกัน โดยปรับขึ้นจากเดือนก่อน 5-10% และบางประเภทขยับไปถึง 10-20% ซึ่งนอกจากเป็นการขึ้นราคาตามเทศกาลแล้ว ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในช่วงปลายเดือนก.ย. ที่ผ่านมาด้วย

เทศกาลกินเจในปีนี้ราคาผักตามตลาดสดต่างๆมีราคาแพงมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากอาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการได้ปรับกลยุทธ์ในการเจาะตลาดในช่วงเทศกาลกินเจเพื่อเร่งเพิ่มยอดขายในช่วงนี้ ซึ่งชดเชยรายได้ก่อนหน้านี้ที่ซบเซาตามภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเน้นตลาดคนรุ่นใหม่ที่หันมากินเจเพิ่มขึ้น เพื่อดูแลเรื่องสุขภาพหรือกลุ่มผู้หญิงที่มีความกังวลเรื่องของความอ้วนเพราะอาหารเจส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยแป้งและอาหารที่มีไขมันมาก ดังนั้นผู้ประกอบการจำนวนมากหันไปปรับเมนูอาหารเจโดยเน้นไปที่เมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีแคลอรี่น้อย หรือให้โปรตีนมากขึ้น

อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้นๆ ของโลก

9ในแต่ละปีของอินเดียสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน ด้วยความที่อินเดียมีการผลิตผลไม้ค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีอุปสงค์ของตลาดที่สูง โดยเฉพาะผู้ที่เคยเดินทางมายังอินเดียแล้ว จะสังเกตเห็นว่ามีร้านจำหน่ายผลไม้และน้ำผลไม้ตลอดแนวถนน เนื่องจากคนอินเดียมีอุปนิสัยที่จะต้องรับประทานผลไม้เป็นประจำทุกวัน ทำให้ตลาดการค้าขายผลไม้ในอินเดียเติบโตอย่างรวดเร็วและโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ของอินเดีย จะมีตลาดค้าส่งผลไม้กระจายตัวอยู่หลายๆ แห่ง สำหรับเมืองเจนไนไม่มีใครในเมืองเจนไนและไม่มีพ่อค้าผลไม้รายใดในรัฐทมิฬนาฑูและรัฐใกล้เคียงในอินเดียตอนใต้ที่ไม่รู้จักตลาดขายส่งผลไม้ Koyambedu Wholesale Market Complex ซึ่งถือเป็นตลาดค้าส่งสินค้าผักผลไม้ที่ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในอินเดีย

ตลาด Koyambedu แห่งนี้ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเมืองเจนไน มีพื้นที่รวมประมาณ 295 เอเคอร์ มีถนนไฮเวย์และเส้นทางรถไฟฟ้าเมืองเจนไนตัดผ่านด้านหน้า ภายในตลาดมีทั้งส่วนที่จำหน่ายผัก และส่วนที่จำหน่ายผลไม้ พวกผลไม้ที่เห็นมีจำหน่ายก็ได้แก่ พวกกล้วย มะม่วง สับปะรด และผลไม้ประเภทต่างๆ ตามฤดูกาล วางกระจายอยู่ด้านหน้าและภายในร้านจำหน่ายปลีก-ส่งภายในตลาดจำนวนมากกว่า 3,000 ร้าน พ่อค้าผลไม้อินเดียบอกว่า เขากลัวที่จะนำเข้าผลไม้ไทย เนื่องจากเขาไม่เห็นข้างในกล่อง เพราะการนำเข้ามาแต่ละครั้งหลายร้อยกล่องไม่สามารถเปิดดูทุกกล่องได้ พอมาถึง ส่วนใหญ่เขานำส่งลูกค้าเลย ซึ่งหากผลไม้นำเข้ามีปัญหา จะทำให้เขาเสียลูกค้า และอีกอย่างคือ เขาไม่สามารถเคลมเงินคืนจากผู้ส่งออกไทยได้ จึงแนะนำว่า การส่งออกผลไม้ไทย น่าจะให้มีการประกันคุณภาพผลไม้ เช่นเดียวกับ ผู้ส่งออกผลจากออสเตรเลีย สหรัฐฯ และนิวซีแลนด์ด้วย ซึ่งจะทำให้เขามั่นใจในการสั่งซื้อผลไม้นำเข้าจากประเทศไทยมากขึ้น ในส่วนของภาครัฐ  ผู้นำเข้าอินเดียฝากไว้ให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนางานวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้ผลไม้ไทยมีระยะเวลาในการวางบนหิ้งให้นานขึ้น เนื่องจากหลายครั้งหน่วยงานภาครัฐอินเดียใช้เวลาตรวจสอบผลไม้นำเข้าหลายวัน ทำให้หลายครั้ง ผลไม้อาจเน่าเสียได้ หรือทำให้น้ำหนักผลไม้ลดลงและฝากขอให้ลดราคาค่าขนส่งทางอากาศลง ซึ่งจะทำให้ราคาผลไม้ถูกลงและดึงดูดให้ลูกค้าอินเดียรับประทานผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น

5 ผลไม้ตัวแม่เรื่องการลดน้ำหนัก

5 ผลไม้ตัวแม่เรื่องการลดน้ำหนัก
การลดน้ำหนัก เป็นความพยายามที่ใครหลาย ๆ คนต่างก็ล้มเหลวกันมันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แม้บางคนจะมีความตั้งใจจริง แต่ก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ตามที่หวังเอาไว้ เพราะส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตั้งใจที่ผิดวิธี มีความเชื่อแบบผิด ๆ และมีพฤติกรรมบางอย่างที่ส่งผลต่อน้ำหนักแบบที่คุณไม่รู้ตัวบทความนี้จะเผยเคล็ดลับและทำให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล โดยที่คุณไม่ต้องอดอาหารและไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายเลยก็ได้

5  ผลไม้ตัวแม่เรื่องการลดน้ำหนัก

  1. แอปเปิล เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่ที่ดีต่อร่างกาย ด้วยเหตุผลนี้แอปเปิลจึงเป็นผลไม้ตัวแม่สุดจี๊ดที่ช่วยลดน้ำหนัก เพราะไฟเบอร์จะช่วยให้คุณอิ่ม ไม่กินจุบจิบ ระบบการขับถ่ายก็จะดีเลิศ แถมยังมีวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งได้อีกต่างหาก
  2. บลูเบอร์รี ผลไม้ตระกูลเบอร์รีอย่างบลูเบอร์รีลูกเล็ก ๆ ก็มีอานุภาพในการบำรุงดูแลร่างกายเราได้มากมาย เริ่มตั้งแต่ช่วยรักษาระดับอินซูลิน ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคอ้วน รวมถึงลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดด้วย นอกจากนี้ผลวิจัยล่าสุดยังพิสูจน์มาแล้วด้วยว่า บลูเบอร์รีสามารถกำจัดเซลล์ไขมันในร่างกายได้ผลชะงัด
  3. สตรอว์เบอร์รี ผลไม้ตระกูลเบอร์รียังส่งสตรอว์เบอร์รีลูกแดง ๆ มาช่วยคนอยากหุ่นสวยกระชับอีกหนึ่งชนิด และด้วยคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนอะดิโปเนกติน และฮอร์โมนเลปติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จัดการไขมันสะสมในร่างกายได้อยู่หมัด จึงทำให้สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ตัวแม่เรื่องการลดน้ำหนักที่ไม่ควรพลาดด้วยเช่นกัน นอกจากนี้สตรอว์เบอร์รียังมีสารต่อต้านอาการอักเสบ สามารถช่วยซ่อมแซมรักษาเนื้อเยื่อที่สึกหรอ และอักเสบในร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ป้องกันโรคหวัดได้อีกด้วย
  4. กีวี สำหรับคนที่ชื่นชอบรสชาติเปรี้ยวอมหวานของกีวี อาจจะยังไม่รู้ว่า กีวีก็ถูกจัดให้เป็นผลไม้ช่วยลดน้ำหนักตัวจี๊ดเหมือนกัน เพราะนอกจากกีวีจะอุดมไปด้วยไฟเบอร์แล้ว เมล็ดสีดำเล็ก ๆ ของกีวียังเป็นไฟเบอร์ชนิดที่ไม่สามารถละลายได้ จึงช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร และทำให้คุณอิ่มได้นานขึ้น หมดปัญหาเรื่องกินจุบกินจิบอีกต่อไป
  5. ลูกพีช นอกจากจะมีไฟเบอร์สูงมากแล้ว ลูกพีชยังมาพร้อมโพแทสเซียม และวิตามินอีกสารพัดชนิดที่ดีต่อร่างกาย แถมด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงไปด้วยในตัว จัดเป็นผลไม้ลดความอ้วน และผลไม้เพื่อผิวสวยที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว

การเลือกรับประทานผักและผลไม้ตามฤดูกาล

76765397-Copy-600x399เมืองไทยจัดเป็นแหล่งกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลาย และยังคงอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ สำหรับผักและผลไม้ขอเมืองไทยนั้นก็จัดว่ามีความหลากหลายทั้งชนิดและสายพันธุ์เช่นกัน ทั้งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศและสายพันธุ์ที่นำเข้ามาเพาะขยายพันธุ์ได้ดี ในหนึ่งปีเมืองไทยจึงมีพืชผักผลไม้รับประทานกันได้ทั้งปี และปัจจุบันบางชนิดยังสามารถหารับประทานกันได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย โดยเฉพาะผักเกือบทุกชนิดที่เป็นผักเศรษฐกิจ ส่วนผักพื้นบ้านอาจจะต้องไปซื้อตามท้องถิ่นนั้นๆ เพราะเมื่อมีผลผลิตที่น้อยจึงทำให้การกระจายสินค้าในตลาดจะค่อนข้างแคบ สำหรับผลไม้ก็จะมีบางชนิดเช่นกันที่มีให้รับประทานกันได้ตลอดทั้งปี เช่น ส้ม สับปะรด มะละกอ ฯลฯ ส่วนบางชนิดที่มีแม้ปัจจุบันจะมีให้รับประทานกันได้ตลอดทั้งปี แต่ควรเลือกรับประทานกันตามฤดูกาลจะดีกว่า เช่น ทุเรียน เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ฯลฯ

การเพาะปลูกพืชนอกฤดูกาลจะทำให้พืชมีโอกาสถูกรบกวนจากศัตรูและโรคพืชได้มากกว่าการเพาะปลูกในฤดูกาล ทั้งนี้เนื่องมาจากในช่วงเวลาดังกล่าวพืชเหล่านี้จะเป็นอาหารที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ชนิด ทำให้ดึงดูดศัตรูพืชชนิดต่างๆ ดังนั้นถ้าจะให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตในปริมาณที่คุ้มค่าต่อการลงทุน เกษตรกรจะต้องใช้สารเคมีในรูปของปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชเป็นจำนวนมาก ซึ่งการใช้สารเคมีเหล่านี้จะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม และมีผลโดยตรงต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค ด้วยภาวการณ์แข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้หลายๆคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งมีให้เลือกเยอะก็ยิ่งตามใจปาก เมื่อผู้บริโภคตอบสนองในทางธุรกิจ ผู้ผลิตก็จะยิ่งได้ใจเร่งผลิตอย่างไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา

ข้อดีของการเลือกรับประทานผักและผลไม้ตามฤดูกาล จะช่วยทำให้เราสามารถซื้อผักและผลไม้ได้ในราคาซื้อขายที่ไม่แพงนัก ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผักบางครั้งมีราคาแพงก็มักจะเป็นผักที่ปลูกนอนฤดู หรือต้องขนส่งมาจากที่ห่างไกล ผักเหล่านี้มีโอกาสปนเปื้อนสารพิษสูง ควรหลีกเลี่ยงผักที่มักปลูกโดยใช้สารพิษมากๆ เช่น ผักคะน้า ต้นหอม ผักชี ฯลฯ จำเป็นต้องล้างจนแน่ใจว่าสะอาดเพียงพอก่อนบริโภค สำหรับผักชั้นดีที่ควรเลือกซื้อเป็นอันดับต้นๆ เพราะปลอดจากสารพิษ เช่น ตำลึง ผักบุ้ง ดอกแค โสน กระถิน และผักพื้นบ้านอื่นๆที่คุ้นเคยกันดี และที่วิเศษสุดก็คือผักที่มาจากริมรั้วและสวนครัวของเราเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามก่อนที่จะนำพืชผลไม้มารับประทานก็ไม่ควรที่จะลืมล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน หรือเลือกซื้อจากร้านค้าที่เชื่อถือได้

ลู่ทางและอนาคตของตลาดผลไม้ไทยในจีน

ผู้ประกอบการรายใหม่ที่คิดจะส่งออกผลไม้ไทยมายังจีนจำเป็นที่จะต้องรู้จักวิธีการดูแลและถนอมผลไม้ที่ตนจะนำเข้าเป็นอย่างดี เนื่องจากผลไม้มีอายุสั้น ผู้ประกอบการต้องมีความรู้ ความเข้าใจในตลาดจีนเป็นอย่างดี ต้องรู้ว่าจะนำสินค้าไปขายที่ไหน และต้องหาคู่ค้าที่ดีที่รู้จักผลไม้ไทยและความต้องการของตลาดต่าง ๆ ในจีน อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือ ควรจะ ซื้อมาและขายเอง นอกจากนั้น ควรรู้จักติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองด้วย

จีนยังปิดประเทศไทยมีการส่งออกผักและผลไม้ไปที่ฮ่องกง การขนส่งก็ยังใช้อุปกรณ์ง่าย ๆ คือ เข่งเป็นอุปกรณ์ในการขนส่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวของจีนและฮ่องกงจะมีความต้องการมาก ส่วนฮ่องกงได้ส่งต่อไปจีนหรือไม่นั้นไม่มีใครรู้ สมัยก่อนฮ่องกงนำเข้าผลไม้และผักจากไทยเยอะ เช่น เผือก และผักบุ้ง รวมทั้งผักใบประเภทอื่น ๆ ต่อมาหลังจากจีนทำการเปิดประเทศและปฎิรูปเศรษฐกิจ ชาวจีนมีกำลังซื้อมากขึ้น ของที่ส่งไปฮ่องกงได้มีการส่งออก (Re-export) ต่อไปยังจีน และในช่วงปีหลัง ๆ ก่อนที่จีนจะเข้า WTO ผลไม้ต่าง ๆ อาทิ ทุเรียน และลำไย ที่ไทยส่งไปฮ่องกง มีร้อยละ 50-70 ที่ส่งต่อไปยังจีน ส่วนผักมีการส่งออกน้อยลงมากเพราะในปัจจุบัน จีนสามารถผลิตเองได้มากขึ้น ต่อมาหลังจากที่จีนเข้า WTO และลงนามความตกลง FTA กับไทย การส่งออกผลไม้ไปยังจีนมีปริมาณเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันจีนกลายเป็นตลาดผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของไทย และฮ่องกงก็เปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เป็นตลาดผลไม้ไทยกลายเป็นท่าเรือในการส่งต่อผลไม้ไทยไปยังจีน เนื่องจากผู้รับของร้อยละ 90 อยู่ที่จีน และการที่ผู้ส่งออกเลือกส่งสินค้าไปที่ฮ่องกงก่อน แล้วค่อยส่งต่อไปจีนแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงก็ตาม เนื่องจากท่าเรือที่ฮ่องกงมีประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงและสามารถเคลียร์สินค้าออกมาได้ง่ายกว่าเข้าไปยังจีนโดยตรง

ปัจจุบันไทยส่งออกผลไม้ไปยังจีนประมาณ 200,000-300,000 ตัน/ปี สินค้าผลไม้ที่จีนอนุญาตให้นำเข้าจากไทยได้มีจำนวน 23 ชนิด ในจำนวนนี้ มีลำไย ทุเรียน มังคุด กล้วยไข่ ส้มโอ ลิ้นจี่ ชมพู่ เงาะ มะม่วง น้อยหน่า และลองกอง ที่ผู้ประกอบการได้นำเข้ามายังตลาดจีนแล้ว ส่วนผลไม้ประเภทอื่น ยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน รวมทั้งผู้ประกอบการนำเข้าในจีนก็ยังไม่มีใบอนุญาตนำเข้าด้วย ทางด้านการขนส่งนั้น ผลไม้ประเภทชมพู่ เงาะ มะม่วง น้อยหน่า และลองกอง จะทำการขนส่งทางเครื่องบิน เนื่องจากเน่าเสียง่าย ส่วนผลไม้ประเภทอื่นส่วนใหญ่จะทำการขนส่งทางเรือ สำหรับสินค้าประเภทผัก มีการส่งออกน้อยมาก เนื่องจากจีนสามารถเพาะปลูกผักได้มากอยู่แล้ว โดยจีนเป็นประเทศผู้ผลิตผักได้มากที่สุดในโลก และหลังจากเปิด FTA กับไทย จีนก็ส่งออกสินค้าผักมายังประเทศไทยเป็นปริมาณมาก

ก่อนเปิดการค้าเสรีอาเซียน-จีน จีนเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าผักและผลไม้โดยเฉลี่ยร้อยละ 20-25 หลังจากเปิดการค้าเสรีแล้ว จีนปรับลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ซึ่งถึงแม้จะมีส่วนช่วยส่งเสริมการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน แต่อยู่แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากยังมีปัญหาหรืออุปสรรคอื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยต้องประสบ อาทิ อุปสรรคด้านการตรวจสอบและกักกันโรค (อุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีหรือ NTB) ค่าขนส่ง และภาษีมูลค่าเพิ่ม อันที่จริงแล้ว ภาษีนำเข้าไม่ได้สำคัญมากเมื่อเทียบกับความสามารถที่จะนำผลไม้ไปถึงผู้บริโภคด้วยเวลาที่สั้นที่สุด เนื่องจากผลไม้เป็นสินค้ามูลค่าไม่สูงเหมือนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ถึงเก็บภาษีนำเข้าในระดับหนึ่งก็ไม่ได้กระทบต่อราคาขายของสินค้ามาก แต่ผลไม้เป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย หากไปถึงผู้บริโภคช้าก็จะขายไม่ได้ และเกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบการมาก ฉะนั้น อุปสรรคโดยเฉพาะด้านการตรวจสอบฯ และการขนส่งถือเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งออกผลไม้ไทย

ผลไม้ที่มีแนวโน้มการส่งออกลดลงได้แก่ ลำไย และลิ้นจี่ โดยลำไยนั้น จีนมีการผลิตมากขึ้น และทางเวียดนามก็ส่งออกมายังจีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็มีการพัฒนาคุณภาพขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนลิ้นจี่นั้น การส่งออกจากไทยมายังจีนลดลงมาก โดยสาเหตุหนึ่งก็เพราะจีนมีพันธุ์ลิ้นจี่ที่ผลิตออกวางตลาดก่อนไทย ทำให้ลิ้นจี่จากไทยขายได้ยากขึ้น สำหรับผลไม้ที่ยังมีแนวโน้มการส่งออกที่ดี ได้แก่ ทุเรียน และมังคุด นอกจากนี้ กล้วยก็เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกเรื่อย ๆ โดยตลาดกล้วยไทยในจีน จะเป็นตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยจะเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง เนื่องจากกล้วยไทยมีคุณภาพและราคาสูงสุดในตลาด เมื่อเทียบกับกล้วยจากเวียดนามและฟิลิปปินส์

“ผลไม้สด” เป็นกุญแจสำคัญตอบโจทย์ความต้องการในตลาดโลก

การส่งออกผลไม้สด เป็นกุญแจสำคัญในการบุกตลาดต่างประเทศ ซึ่งผลไม้ไทยนับว่าเป็นผลไม้มีคุณภาพสูง ที่คู่แข่งผลไม้ประเภทเดียวกับไทยยากจะเลียนแบบ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินเดีย อีกทั้งผลไม้สดก็เป็นที่ต้องการในตลาดโลก จะเห็นได้จากการนำเข้าผลไม้สด/แห้ง/แช่เย็น/แช่แข็งของตลาดโลก คิดเป็นมูลค่า 105,354 ล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2556 ขณะที่ผลไม้แปรรูปในรูปแบบแช่อิ่ม ฉาบ แยม เยลลี่ กวน ผลไม้ในน้ำเชื่อม ผลไม้กระป๋อง และน้ำผลไม้ ด้านหนึ่งอาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลไม้แต่ความต้องการนำเข้าในตลาดโลกมีเพียง 33,354 ล้านดอลลาร์ฯ

แต่เมื่อหันมามองการส่งออกสินค้าผลไม้ของไทย กลับเป็นการส่งออกผลไม้แปรรูปในสัดส่วนที่สูงคิดเป็นร้อยละ 57 ของการส่งออกผลไม้สดและแปรรูปของไทย มีมูลค่า 1,726 ล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2557 ขณะที่การส่งออกผลไม้สดของไทยมีมูลค่า 1,292 ล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43 จึงเป็นโอกาสที่ไทยน่าจะผลักดันการขยายช่องทางการส่งออกผลไม้ไทย ในรูปแบบที่คงความสดและรสชาติเหมือนรับประทานในประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันยังมีการส่งออกไม่มากและบางส่วนเป็นการส่งออกผลไม้ในรูปแบบแห้ง และแช่แข็งทำให้สูญเสียจุดเด่นด้านรสชาติของผลไม้ไทย

ในฝั่งของผู้ผลิตและส่งออกผลไม้โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วที่มีเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปทันสมัยก็ยังเน้นไปที่การส่งออกผลไม้สด/แห้ง/แช่เย็น/แช่แข็ง ซึ่งสร้างรายได้ในสัดส่วนที่สูงกว่าผลไม้แปรรูป ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกผลไม้สดตระกูลแอปเปิ้ล เชอร์รี่จากสหรัฐฯ สเปน เนเธอร์แลนด์ รวมทั้งญี่ปุ่นก็ยังให้ความสำคัญต่อคุณภาพผลไม้ ทั้งรูปลักษณ์ และรสชาติที่มีความเฉพาะตัวของความเป็นผลไม้ญี่ปุ่น อาทิ เมล่อนญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่าประเทศดังกล่าวดึงจุดเด่นของผลไม้สดมาทำตลาด ขณะที่ผลไม้สดของไทยเมื่อออกสู่ตลาดต่างประเทศก็มีศักยภาพเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมที่มีราคาสูงวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในต่างประเทศได้อยู่แล้ว ผู้ประกอบการจึงควรเร่งผลักดันการผลิตและการส่งออกผลไม้สดไทยเพื่อแสวงหาโอกาสที่ยังมีอีกมากในตลาดโลก

ช่องทางการตลาดผักผลไม้ในยุโรป

การทำให้ผักผลไม้ปลอดจากปัญหาสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก การทำความสะอาดพืชเพื่อบรรจุใส่หีบห่อ และการตรวจสอบ ความสะอาด (ปลอดสารเคมี เชื้อจุลินทรีย์ และแมลงศัตรูพืช) เพื่อเตรียมส่งออกต่อไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักและมีค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน แต่หากส่งออกได้ ก็จะได้ราคาดีมาก เนื่องจากราคาผักผลไม้ไทยในต่างประเทศทุกประเภทล้วนอยู่ในหมวดสินค้าราคาแพง

จุดเด่นของผักไทย โดยเฉพาะกะเพราและโหระพา มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้ในปัจจุบัน มีความพยายามที่จะซื้อเมล็ดพันธุ์พืชของไทยเพื่อไปเพาะในเรือนกระจกภายใน EU เช่น ในเนเธอร์แลนด์เริ่มมีการผลิตและจำหน่ายโหระพาและสะระแหน่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เหมือนกันเสียทีเดียวก็คงเป็นเรื่องกลิ่นนี่เอง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะนิ่งนอนใจ เพราะวิทยาการสมัยนี้สามารถใช้พัฒนาในเรื่องต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งเรื่องการเพาะปลูกพืชด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ก็อาจมีประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียหรือแอฟริกาเหนือพยายามผลิตผักผลไม้ประเภทเดียวกับไทยเพื่อส่งออกไป EU เป็นคู่แข่งของไทยด้วย ซึ่งต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

มี 2 ช่องทางหลักๆ ช่องทางแรก คือ การจำหน่ายในร้านชำซึ่งจำหน่ายผักผลไม้ให้ร้านอาหารไทย รวมทั้งผู้บริโภคโดยทั่วไป และช่องทางที่สอง คือ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่หรือซูเปอร์มาเก็ต ซึ่งมีสาขากระจายหลายแห่ง การส่งออกพืชผักไปร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ประเภทนี้ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่ร้านค้าปลีกเหล่านี้กำหนดเพิ่มเติมจากหลักการ GAP ซึ่งเพิ่มต้นทุนการผลิต แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะมีช่องทางการจำหน่ายที่กว้างขึ้นและจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น

ข้อเสียเปรียบที่สำคัญของผักผลไม้ไทยในตลาดยุโรป คือ ต้นทุนในการขนส่ง เนื่องจากผักผลไม้เป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย จึงทำให้การขนส่งทางอากาศเป็นวิธีการขนส่งที่ดีที่สุด แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ราคาผักผลไม้ที่จำหน่ายในต่างประเทศแพงตามไปด้วย ซึ่งบางครั้งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเมื่อเปรียบเทียบกับผักผลไม้เมืองร้อนที่มาจากประเทศที่ใกล้ยุโรปมากกว่า อาทิ จากประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน

เชิญเที่ยวจันทรบุรีในงานเทศกาลผลไม้

ประเทศไทยมีผลผลิตหลากหลายชนิดและออกสู่ตลาดต่อเนื่องได้ตลอดปี โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการทำให้ออกผลผลิตนอกฤดูกาล ในขณะที่ผู้บริโภคในต่างประเทศก็นิยมในรสชาติผลไม้ไทยโดยเฉพาะในเอเชีย เนื่องจากมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจึงเป็นที่นิยมของตลาด รวมทั้งประเทศไทยมีเทคโนโลยีการผลิตพืชผักผลไม้ค่อนข้างสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคที่มีผลิตผลประเภทเดียวกัน จันทบุรี เป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มังคุด จะออกสู่ตลาดในเดือนมีนาคม ส่วนเงาะ ทุเรียน จะออกสู่ตลาดในเดือนถัดมาตามลำดับ สำหรับลองกองคาดว่าจะออกสู่ตลาดมากช่วง กรกฎาคม-สิงหาคม อนึ่งผลไม้ของภาคตะวันออก คือ ทุเรียน มะม่วง มังคุด เงาะ เป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าประเทศเฉลี่ยปีละเกือบ 20,000 ล้านบาท ส่วนผลไม้ภาคใต้ และภาคเหนือจะออกช่วง มิถุนายน-สิงหาคม ทั้ง เงาะ ทุเรียน มังคุด ลำไย สำหรับผลไม้ที่ออกผลผลิตเกือบทั้งปี เช่น สับปะรด ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งเข้าโรงงานบรรจุกระป๋อง หรือกล้วย สามารถขายได้ราคาดีในช่วงเทศกาล โดยที่กล้วยหอมราคาขายปลีกสูงถึงหวีละ 90-100 บาท สำหรับแนวทางในการเตรียมการด้านการตลาด

โดยปีนี้จะเน้นกิจกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมการผลิตผลไม้คุณภาพ การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร การส่งเสริมด้านตลาดของผลไม้จังหวัดจันทบุรีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การจัดจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนการจัดคอนเสิร์ต กิจกรรมการแสดงบนเวทีกลางและมหรสพต่างๆเพื่อสร้างความสุขแก่ประชาชนตลอด 10 วัน 10 คืน ของการจัดงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี ในปีที่ผ่านๆมาจังหวัดจันทบุรีใช้ชื่อการจัดงานว่า “งานสุดยอดของดีเมืองจันท์ มหัศจรรย์วันผลไม้” ซึ่งถือว่าเป็นงานเทศกาลประจำปีที่สำคัญของจังหวัดจันทบุรี

มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าของดีเมืองจันท์โดยเฉพาะผลไม้คุณภาพของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร, นิทรรศการความรู้ทางการเกษตร, การประกวดผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรถนนผลไม้, แข่งกินผลไม้, แข่งกินอาหารทะเล เชื่อมโยงการจัดแสดงและจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับ ที่ศูนย์อัญมณีเมืองจันท์, การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP, การออกร้านอาหารพื้นเมืองและอาหารทะเล,การประกวดรถประดับผลไม้, ประกวดธิดาชาวสวน, การประกวดผลไม้ที่มีชื่อเสียงของภาคตะวันออก ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด ระกำ สละ กระท้อนพันธุ์ต่าง ๆ, การประกวดสุนัขพันธุ์แสนรู้, การออกร้านจำหน่ายอัญมณี, การแสดงบนเวทีกลาง และกิจกรรมพานักท่องเที่ยวชมและชิมผลไม้สดจากต้นในสวนผลไม้

ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในเวียดนามภาคเกษตรกรรมของเวียดนาม

21

เวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านเกษตรกรรม ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลายประเภท ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนภาคเกษตรกรรมอย่างจริงจัง และมีการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เวียดนามสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกผลผลิตทางการเกษตรรายใหญ่ของโลกได้หลายรายการ ทั้งนี้ ผลผลิตทางการเกษตรของเวียดนามส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับไทย ทำให้เวียดนามและไทยเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งในตลาดโลก แต่ทั้งสองประเทศมีการขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในเวียดนาม โดยอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญ อาทิ อัตราค่าจ้างแรงงานที่ค่อนข้างต่ำ และสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences : GSP) ที่เวียดนามได้รับจากประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เป็นต้น ขณะที่นักลงทุนไทยมีความสามารถด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นอย่างดี และมีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึงมีการจัดการด้านการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในเวียดนามภาคเกษตรกรรมของเวียดนามได้รับการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลเวียดนามสนับสนุนให้มีการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของประเทศ รวมทั้งเร่งยกระดับคุณภาพการผลิตให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ สะท้อนได้จากมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนามที่ขยายตัวแบบก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จาก 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2545 เป็น 27.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2555 เวียดนามก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลกหลายรายการ แม้ว่าในปี 2555 เวียดนามเผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านจนฉุดรั้งให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 ปี แต่ศักยภาพในภาคเกษตรกรรมกลับเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนได้จากเวียดนามสามารถก้าวแซงหน้าบราซิลขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกกาแฟ Robusta รายใหญ่อันดับ 1 ของโลก และก้าวแซงหน้าไทยขึ้นเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย อีกทั้งยังก้าวแซงหน้ามาเลเซียขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากไทยและอินเดีย ขณะเดียวกันเวียดนามยังสามารถรักษาสถานะการเป็นประเทศผู้ส่งออกพริกไทยและเม็ดมะม่วงหิมพานต์รายใหญ่อันดับ 1 ของโลกไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ตลาดผักผลไม้อบแห้งของไทยกำลังขยายตัวทั้งตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก

“ตลาดผักผลไม้อบแห้งของไทยกำลังขยายตัวทั้งตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก เนื่องจากผู้ประกอบการมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ใน การผลิตสินค้า ตอบสนองความต้องการของตลาดเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ และมีความหลากหลายของสินค้ามากขึ้น โดยเพิ่มความหลากหลายของประเภทผักและผลไม้ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น รวมทั้งยังมีการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อกระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยการวางจำหน่ายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และมีการพัฒนารูปแบบและการดีไซน์ บรรจุภัณฑ์ให้มีความสวยงามและทันสมัย รวมทั้งมีการคัดเลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าโอทอป ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานการผลิตและรสชาติ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคมากขึ้น ในขณะที่ตลาดส่งออกผลไม้อบแห้งก็มีแนวโน้มเติบโตเช่นเดียวกับตลาดในประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคในต่างประเทศหันมาให้ความนิยมบริโภคผลไม้อบแห้งในฐานะขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ โดยปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผักผลไม้อบแห้งมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากจีน ซึ่งตลาดส่งออกสำคัญ คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม ตลาดอาเซียนก็นับว่าเป็นตลาดส่งออกที่น่าจับตามอง เนื่องจากไทยยังมีโอกาสในการขยายการส่งออกไปยังประเทศในอาเซียน อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้ประกอบการผักผลไม้อบแห้งต้องจับตามองด้วย คือ การนำเข้าผักผลไม้อบแห้งที่มีแนวโน้มเติบโตด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะจากจีน และจากประเทศในอาเซียน ที่มีการพัฒนาการผลิตและส่งออกผักผลไม้อบแห้งมากขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และเวียดนาม

ผู้ประกอบการรายใหญ่ มีการจัดการผลิตที่เป็นระบบ มีมาตรฐานในการผลิต และใช้เทคโนโลยีในการผลิต เพื่อให้ได้มาตรฐานของคุณภาพสินค้าใกล้ เคียงกัน และการบรรจุหีบห่อ มีตรายี่ห้อที่ได้มาตรฐานสากล โดยมีการนำวัตถุดิบในประเทศที่มีการรับซื้อจากเกษตรกร นำมาแปรรูปด้วยขั้นตอนต่างๆ บรรจุหีบห่อที่สวยงามและมีมาตรฐาน โดยตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่เน้นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่สามารถเดินทางไปยังแหล่งผลิต นอกจากนี้ ลู่ทางการขยายตลาดคือ การส่งออกผักผลไม้อบแห้งที่ส่งออกในปัจจุบัน คือ ทุเรียน กล้วย ขนุน มะม่วง มะละกอ สับปะรด เป็นต้น

ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งได้แก่บรรดาผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีการประกอบการในลักษณะอุตสาหกรรมในครัวเรือน มีขั้นตอนการผลิตที่ไม่ซับซ้อนมากนัก และใช้วัตถุดิบจากผลผลิตที่ปลูกและเก็บเกี่ยวเอง ดำเนินการแปรรูปตามความชำนาญและได้รับการถ่ายทอดจากในครอบครัวและคนรู้จักใกล้เคียง ซึ่งผู้ประกอบการ ในลักษณะนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันยังไม่การรวบรวมสำรวจอย่างครบถ้วน ตลาดของผู้ประกอบการประเภทนี้ ได้แก่ ตลาดชุมชนและตลาดของฝาก ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับแหล่งผลิต เนื่องจากสะดวกต่อการขนส่ง

เดิมผลไม้ที่นิยมนำมาทำเป็นผักผลไม้อบแห้งและอบกรอบนั้นจำกัดอยู่เฉพาะผลไม้ไม่กี่ประเภท เช่น ทุเรียน กล้วย ขนุน มะละกอ เผือก มันเทศ ฟักทอง เป็นต้น กระบวนการแปรรูปเป็นกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนและยุ่งยากมากนัก เช่น การทอด การฉาบ การอบแห้งด้วยตู้อบแห้ง(Hot Air Oven) เป็นต้น มีการผลิตตั้งแต่ระดับครัวเรือน ไปจนถึง ระดับอุตสาหกรรมผู้ประกอบการนิยมใช้เครื่องจักรประเภท Drum Dryer เนื่องจากสามารถผลิตได้ในปริมาณครั้งละมากๆ และผลิตได้หลากหลายประเภท โดยยังคงหลักการในกระบวนการ ผลิตที่ใกล้เคียงกับการทอด การฉาบ และการอบ คือ การให้ความร้อนเพื่อทำให้แห้ง โดยมีโครงสร้างต้นทุนและการจัดจำหน่ายในลักษณะเดียวกับการผลิตผักผลไม้อบแห้งวิธีอื่นๆ แหล่งวางจำหน่ายหลักภายในประเภทอยู่บริเวณตลาดของฝากจากสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดต่างๆ ทำให้เกิดข้อด้อยของสินค้าจากลักษณะการผลิตเป็นการผลิตในระดับครัวเรือน และมีผลิตรายเล็กจำนวนมาก ขณะที่สินค้าไม่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่งผลให้การแข่งขันมีแนวโน้มรุนแรง รวมทั้งลักษณะตลาดจะแปรตามฤดูการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหม่นำนวัตกรรมผักผลไม้อบแห้ง โดยใช้เทคโนโลยีการผลิต Freeze dried และ Vacuum drying ซึ่งเป็นนวัต กรรมถนอมอาหารที่สามารถรักษาทั้งสี กลิ่น รสชาติ และคุณค่าทางอาหาร โดยไม่ได้ใช้ความร้อนและน้ำมันในกระบวนการผลิต เพื่อตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพ ที่จะบริโภคในลักษณะ ของขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ มีการดีไซน์บรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม และรักษาคุณภาพของสินค้า รวมทั้งยังมีการเพิ่มประเภทของผักผลไม้อบแห้ง สตรอว์เบอรี่ พีช องุ่น แอปเปิ้ล ซึ่งเป็นการเพิ่ม ความหลากหลายของสินค้า เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ทำให้ขนาดตลาดมีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากผลการวิจัยทางการตลาดพบว่าคนไทยนิยมบริโภคผลไม้ต่างประเทศ

บรรจุภัณฑ์ผักและผลไม้สดเพื่อการส่งออก

พืชผักและผลไม้เป็นอาหารที่มีความสำคัญต่อการบริโภคของมนุษย์ เนื่องจากพืชผักและผลไม้มีคุณค่าด้านโภชนาการ นอกจากเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ด้วยตัวเองแล้ว ผักและผลไม้ยังเป็นอาหารที่มีเยื่อ (Fiber) ช่วยในการขับถ่าย ปริมาณน้ำที่แฝงอยู่ภายในผักและผลไม้หลายชนิดทำให้ผู้บริโภครู้สึกสดชื่นจากความกรอบ หอม หวาน เมื่อรับประทานสด ในโลกนี้มีผักผลไม้หลากหลายประเภท โดยอาจแบ่งตามพฤกษศาสตร์ ตามปริมาณน้ำที่อยู่ในผักผลไม้ ตามองค์ประกอบ ตามแหล่งที่ปลูก ตามประโยชน์ ตามลักษณะที่นำมาประกอบอาหารหรือแปรรูป เป็นต้น ในแง่ของการศึกษาบรรจุภัณฑ์เพื่อปกป้องและรักษาคุณภาพของผักและผลไม้ จะแบ่งประเภทของผักผลไม้ตามอัตราการหายใจ (Respiration Intensity) เพื่อพยายามรักษาคุณภาพของผักและผลไม้เพื่อยืดอายุให้สดพอดี ในขณะที่นำมารับประทาน

ในประเทศไทยมูลค่าโดยรวมของพืชผักผลไม้ที่ปลูกเมื่อเทียบกับผลผลิตทางการเกษตรโดยรวม (Agricultural Commodities) คิดเป็นเปอร์เซ็นประมาณ 20% จัดอยู่ในอันดับ 2 ของผลผลิตทางการเกษตร โดยเป็นรองเพียงแต่ข้าวที่มีสัดส่วนมูลค่าคิดได้ประมาณ 30% ของผลผลิตทางการเกษตรโดยรวม2

แต่ถ้ามองจากการส่งออกสินค้าจำนวนพวกผลไม้มีปริมาณการส่งออกสูงในช่วงปี พ.ศ. 2541 – 2543 มีอัตราเฉลี่ต่อปีเพิ่มสูงถึง 30% และประเมินว่าในปีนี้จะมีมูลค่าการส่งออกของผลไม้สูงถึง 9 พันล้านบาท สำหรับผักผลไม้สดยังมีการส่งออกน้อยกว่า แม้ว่าจะมีผลผลิตโดยรวมในปี พ.ศ.2538 – 2539 เกือบ 5 ล้านบาทต่อปี3 ในกรณีที่ต้องการส่งเสริมการส่งออกของผักสดจำต้องรณรงค์การปลูกผักที่ปลอดสารพิษ พร้อมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม รวมทั้งปรับปรุงระบบบรรจุภัณฑ์ให้ดีขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า

ผักและผลไม้ที่จำแนกเป็นประเภทเมืองร้องนี้ไม่สามารถปลูกในประเทศที่หนาวเย็นในแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ จึงจำเป็นต้องนำเข้าจากประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร สืบเนื่องจากระยะทางที่เดินทางไกล ความสำเร็จในการส่งออกนอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว บรรจุภัณฑ์ยังมีบทบาทมากต่อการยืดความสดของผักผลไม้ด้วยการควบคุมบรรยากาศภายในบรรจุภัณฑ์ให้ปริมาณของออกซิเจนต่ำ นอกจากนี้ความจำเป็นที่ต้องขนส่งภายใต้สภาวะการเก็บที่เย็นจะช่วยลดอัตราการหายใจของสินค้าสดเหล่านี้

เมื่อผู้บริโภคในโลกนี้มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นและพยายามแสวงหาอาหารใหม่ๆที่มีรสชาติและคุณประโยชน์มารับประทาน ตัวอย่างเช่น ผลไม้ที่ไม่เคยบริโภคในอดีตและเริ่มได้รับความนิยมในหมู่คนไทย เช่น แก้วมังกร ผลกีวี เป็นต้น ความต้องการของผักผลไม้สดเหล่านี้ส่งผลให้การขนส่งผักผลไม้สดไปยังประเทศที่ห่างไกลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย และไม่แปลกเลยที่ค่าขนส่งมีมูลค่ามากกว่าตัวสินค้าผักผลไม้สด ด้วยเหตุนี้การกำหนดมาตรฐานต่างๆ (Standardization) มีความจำเป็นมากขึ้น เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายการขนส่งและลดโอกาสที่สินค้าจะเสียหายระหว่างการขนส่ง สำหรับผู้ส่งออกมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเข้าใจถึงลักษณะและวิธีการขนส่ง รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ขนาดบรรจุ รูปแบบบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ครอบคลุมไปถึงกฎข้อบังคับที่เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์